การเรียนภาษาอังกฤษกับการขับรถ ความเหมือนที่ไม่แตกต่าง


ความสามารถในการขับรถถือเป็นทักษะที่มีประโยชน์นะครับ นอกจากจะช่วยให้คุณไปที่ถึงหมายได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายแล้ว บางคนก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสมัครงานบางตำแหน่งอีกด้วย ว่าแต่มันเหมือนกับการเรียนภาษาอังกฤษตรงไหนกันล่ะ

สมมติว่าคุณขับรถเป็นแล้วมีคนเดินมาถามคุณว่า คุณจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างเพื่อให้ขับรถจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทาง คุณจะตอบว่าอย่างไรครับ? ผมขออนุญาตเดาคำตอบที่อาจจะได้จากคุณตามด้านล่างนี้นะครับ

  • รู้ว่าคันเร่ง เบรก เกียร์ และเบรกมืออยู่ตรงไหน

  • เกียร์ตำแหน่งไหนแปลว่าอะไรและต้องเข้าเกียร์ไหนเพื่อให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ เข้าเกียร์ไหนถ้าต้องจอดรถ

  • เปิดไฟหน้าและไฟเลี้ยวอย่างไรเพื่อให้คุณสื่อสารและส่งสัญญาณให้รถคันอื่นๆ รู้ว่าคุณจะขับรถไปยังทิศทางใด

  • เหยียบหรือบิดคันเร่งมากเท่าใดเพื่อให้รถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นหรือช้าลง

  • กฎหมายจราจรและข้อควรปฏิบัติเพื่อให้คุณและเพื่อนร่วมทางคันอื่นๆ สามารถไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

นี่อาจเป็นคำตอบที่คุณอาจจะนึกออกเพื่อตอบคำถามข้างต้น (ถ้ามีคำตอบอื่นก็สามารถแบ่งปันให้เรารู้ได้ทางช่อง comment ด้านล่างหรือใน Facebook ของเราได้นะครับ) แต่ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครตอบว่า เราต้องรู้ว่าเครื่องยนต์ทำงานอย่างไร เกียร์ทำงานอย่างไร เพลาล้อต้องหมุนไปทางไหนหรือเชื่อมกับเฟืองตัวใด หรือเปิดฝากระโปรงหน้ารถขึ้นมาแล้วต้องอธิบายให้ได้ว่า ตรงนั้นตรงนี้คืออะไรและทำหน้าที่อะไรในเครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนรถได้แน่ๆ ใช่ไหมครับ

เพราะเราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกพวกนั้น เราก็สามารถขับรถยนต์ได้

และยิ่งเราฝึกฝนการขับรถของเราบ่อยมากเพียงใด เราก็จะสามารถขับรถได้ดีและปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

การพูดและใช้ภาษาอังกฤษก็เหมือนกันครับ มันเป็นทักษะที่มีประโยชน์ ช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับคนอื่นๆ ในโลกได้ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ก็คือวิธีที่จะพูดคุยกับชาวต่างชาติ การใช้คำ การออกเสียงสูงต่ำ (intonation) การใช้น้ำเสียงและฝึกการฟังภาษาอังกฤษจากชาวต่างชาติหรือคนอื่นที่พูดภาษาอังกฤษกับคุณ

การเรียนภาษาอังกฤษแบบ CLT ที่เน้นการฝึกพูดและฟังภาษาอังกฤษเป็นหัวข้อที่น่าสนใจก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจเช่นกัน

แต่คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรืออธิบายได้ว่า คำเชื่อมต่างๆ ทำงานอย่างไร ส่วนขยายตรงนี้ทำหน้าที่ในประโยค หรือต้องรู้ว่ากาล (tense) นี้เรียกว่า present simple tense หรือ past perfect tense! เพราะถ้าคุณลองไปเรื่องพวกนี้กับชาวต่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษอยู่ทุกวัน คุณจะพบว่ามีน้อยคนมากๆ ที่สามารถอธิบายให้คุณฟังได้ว่า องค์ประกอบต่างๆ ในประโยคคืออะไร หรือกาลนี้เรียกว่าอะไร เผลอๆ พวกเขาอาจถามคุณกลับมาด้วยว่า ทำไมคุณหรือเขาต้องรู้เรื่องพวกนี้เพื่อให้พูดภาษาอังกฤษได้ด้วย เพราะพวกเขาเองก็ไม่ได้เรียนมา แต่พวกเขาก็ยังพูดและใช้ภาษาอังกฤษให้คนอื่นเข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสารได้! (อยากรู้ว่าทำไมการเรียน grammar จึงไม่ค่อยช่วยให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้ คลิกที่นี่เลยครับ)

และแน่นอนว่า ยิ่งคุณฝึกใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน คุณก็จะยิ่งใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น!

ดังนั้น หากคุณต้องการพูดภาษาอังกฤษได้ ขอให้หยุดกลัวแล้วเริ่มใช้ภาษาอังกฤษนะครับ อาจเริ่มจากการอ่านข่าวหรือหนังสือภาษาอังกฤษที่คุณสนใจ ฟังเพลงหรือดูคลิปที่เป็นภาษาอังกฤษบนอินเตอร์เน็ต หรือจะลองออกไปพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติตามแหล่งท่องเที่ยวหรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนของคุณดูก็ได้ อย่าลืมว่ายิ่งใช้บ่อยก็จะยิ่งเก่งและคล่องแคล่วขึ้นนะครับ

Featured Posts